แฟชั่นในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการแต่งตัว การออกแบบต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ วันๆ เลยก็ว่าได้ครับ แต่การเปลี่ยนเปลงที่รวดเร็วนี้ก็มาพร้อมกับ “การใช้ทรัพยากรที่มหาศาล” เช่นกัน บทความนี้เลยจะพาทุกๆ ท่านไปสำรวจเกี่ยวกับ “แฟชั่นทำร้ายธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดถึง” จริงหรือไม่กันครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปชมกันเล้ยย!!!
แฟชั่นทำร้ายธรรมชาติอย่างไรบ้าง?
วงการแฟชั่นมีส่วนทำร้ายธรรมชาติในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น…
►การผลิตเสื้อผ้า
– การใช้สารเคมีในกระบวนการฟอกย้อม ทำให้น้ำเสียและปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ
– การปล่อยของเสียจากโรงงานผลิตเสื้อผ้าลงสู่สิ่งแวดล้อม
– การใช้พลาสติกและสารสังเคราะห์ในการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งยากต่อการย่อยสลาย
►การขนส่ง การขนส่งเสื้อผ้าระหว่างประเทศด้วยเครื่องบินและเรือเดินทะเล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
►การทิ้งขยะเสื้อผ้า เสื้อผ้าจำนวนมากถูกทิ้งเป็นขยะหลังใช้งานไปเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง
►การทำลายป่าไม้ การปลูกพืชเส้นใยธรรมชาติ เช่น ปอน ฝ้าย อาจนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่า
►การใช้น้ำมากเกินไป กระบวนการผลิตเสื้อผ้าต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการปลูกฝ้าย
►การปล่อยมลพิษทางอากาศ โรงงานผลิตเสื้อผ้ามักปล่อยมลพิษและก๊าซพิษต่างๆ สู่บรรยากาศ แม้ว่าปัจจุบันมีความพยายามลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากวงการแฟชั่นมากขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะสูง จำเป็นต้องมีการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “Fast Fashion”
คำว่า “Fast Fashion” คือ การที่เสื้อผ้าตามกระแสที่เน้นสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้ง มีกระบวนการผลิตที่เน้นความรวดเร็วฉับไว ใช้ต้นทุนต่ำทั้งในส่วนของวัตถุดิบในการผลิตและแรงงาน เพื่อที่ให้เสื้อผ้านั้นมีราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่าย เป็นแฟชั่นวงจรสั้นๆ เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ เน้นการขายปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว จึงก่อให้เกิดการสะสมของเสื้อผ้าเหลือใช้เป็นจำนวนมากเลยหล่ะครับ
การผลิตเสื้อส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง?
อุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราว 8-10% ของอัตราการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก และปล่อยน้ำเสียเกือบ 20% ของปริมาณน้ำเสียทั่วโลก พร้อมสารเคมีมากมาย โดยรวมแล้วอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าใช้พลังงานมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมายเลยหล่ะครับ
ผลเสียของ Fast Fashion
กระแส Fast Fashion ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อเสื้อผ้าตามสมัยนิยม ไม่คำนึงถึงการใช้งานในระยะยาว เน้นราคาถูก เพราะเมื่อไม่ใส่แล้วจะทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย จนเกิดเป็นพฤติกรรมการบริโภครวดเร็ว เปลี่ยนง่าย เบื่อเร็ว ก่อให้เกิดขยะเสื้อผ้าอย่างมหาศาล นอกจากนี้ด้วยกระบวนการผลิตเสื้อผ้าก็ทำต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากเลยหล่ะครับ แบบนี้ทำให้เกิดมลภาวะแถมยังใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองเอามากๆ ครับ
วิธีแก้ปัญหา Fast Fashion ที่ใครก็ทำตามได้
●ซื้อเสื้อผ้ามือสอง กล่าวได้ว่าเสื้อผ้าแบรนด์ของไทยเองนั้นราคาค่อนข้างแรงทำให้หลายๆคนไม่สามารถบริโภคได้ ซึ่งการเลือกซื้อ เสื้อผ้ามือสอง ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่สามารถแก้ปัญหาได้ในเรื่องนี้ การซื้อเสื้อผ้ามือสองนอกจากจะเป็นการลดฟาสแฟชั่นแล้ว ยังมีราคาที่ไม่แพง คุณภาพดี ช่วยสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และยังช่วยลดขยะได้อีกด้วย
●นำเสื้อผ้ามาใส่ซ้ำ เราทุกคนสามารถรณรงค์การ Slow Down Fast Fashion โดยลดการซื้อและเน้นเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ อาจจะเลือกแบบหรือโทนสีเพลนๆสไตล์มินิมอลที่สามารถนำมาใส่ซ้ำได้ไม่เบื่อ หรือนำมามิกซ์แอนด์แมทซ์กับเสื้อผ้าที่มีอยู่ให้ได้เยอะที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการ Single-Use ซึ่งในขณะเดียวกันถ้าเราใส่เสื้อผ้าซ้ำ ซักหลายๆรอบอาจจะทำให้ผ้าบางลงหรือเกิดการชำรุดได้ เราอาจจะต้องหาตัวช่วยด้วยการใช้ถุงซักผ้าหรือถุงถนอมผ้าเพื่อช่วยถนอมรักษาเส้นใย รักษารูปทรงของเนื้อผ้า และยังลดการเกิดเสื้อผ้าพันกัน บิดเบี้ยว หรือว่าเสียรูปทรงอีกด้วย
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “วิธีแก้ปัญหา Fast Fashion ที่ใครก็ทำตามได้” ที่เราได้นำมาฝากทุกๆ ท่านกันครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีและช่วยๆ กันป้องกันนะครับ
